LINE : @onutools

ทำความรู้จักสแตนเลส เกรด 201 และ 304 คืออะไร และทำอะไรได้

ทำความรู้จักสแตนเลส เกรด 201 และ 304 คืออะไร และทำอะไรได้

เริ่มจากทำความรู้จักกับสแตนเลสว่าจริง ๆ แล้วโลหะที่เงาวาวไม่ขึ้นสนิมนี้คืออะไรกันแน่ คำว่าสแตนเลส เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Stainless ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่าง Stain กับ Less คำแรกหมายถึงรอยเปื้อน คำที่สองหมายถึงน้อยหรือไม่มี รวมแล้วแปลแบบกำปั้นทุบดินได้ว่า ไม่เปื้อน ไม่สกปรก คำเต็มจริง ๆ นั้นจะมีคำว่า Steel ประกอบด้วย รวมเป็น Stainless Steel หมายถึงเหล็กที่ไม่เปื้อน

ส่วนประกอบของสแตนเลสนั้นมีเหล็ก (Iron) เป็นส่วนผสมหลักและมีส่วนผสมของโครเมียม (Chromium) หรือโลหะอื่น ๆ อย่างเช่นนิเกิล (Nickel) ผสมเพื่อสร้างองค์ประกอบโลหะผสมที่มีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อน อัตราส่วนของสิ่งที่นำมาผสมกับเหล็กนี้เองที่เป็นตัวสร้างความแตกต่างระหว่างสแตนเลสชนิดต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวถึงและอธิบายเพิ่มเติมเป็นบางส่วนในบทความนี้

ส่วนประกอบที่ใส่เพิ่มเข้ามานี้จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้แก่สแตนเลสอย่างที่ไม่มีในเหล็กกล้าธรรมดา และสูตรหรืออัตราส่วนในการเพิ่มธาตุประกอบเข้ามาในเล็กนี้จะมีตัวเลขกำกับสามหลัก ตัวอย่างเช่น 304 Stainless เป็นต้น

สแตนเลสที่ใช้กันมากในตลาดนั้นมีอยู่สองประเภทที่จะพบเห็นได้บ่อยคือ 201 และ 304 Stainless สแตนเลสทั้งสองชนิดถ้าดูแต่เพียงผิวเผินแล้วแทบจะไม่ต่างกัน แต่ความแตกต่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้จะปรากฏขึ้นเมื่อใช้งานไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

สแตนเลส 201 จะมีอัตราส่วนของโครเมียมน้อยกว่า 304 อย่างมาก เมื่อขาดส่วนประกอบที่ทำให้สแตนเลสมีความทนต่อการกัดกร่อนแล้วก็หมายความว่า สแตนเลส 201 จะขึ้นสนิมและผุกร่อนเมื่อใช้งานไปได้ระยะเวลาหนึ่ง แต่รูปแบบวิธีการใช้งานเองก็เป็นปัจจัยสำคัญ สแตนเลส 201 สามารถใช้เป็นราวแขวนผ้าในห้องได้อย่างไม่มีปัญหาและสามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน แต่ถ้าหากนำไปใช้เป็นราวแขวนผ้าในห้องน้ำซึ่งต้องสัมผัสกับความชื้นบ่อย ๆ ก็จะขึ้นสนิมในที่สุด แต่ข้อดีที่สำคัญของสแตนเลส 201 ก็คือราคาซึ่งถูกกว่าสแตนเลส 304 เป็นอย่างมาก

สแตนเลส 304 เป็นสแตนเลสที่มีส่วนประกอบของโครเมียมสูง เป็นโลหะที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับการกัดกร่อนโดยเฉพาะ มีคำพูดว่าสแตนเลส 304 ไม่เป็นสนิมเว้นแต่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมอันหนักหน่วงจริง ๆ สังเกตจากประตูรั้วบ้านที่ทำขึ้นจากสแตนเลส 304 ก็จะเห็นว่าโลหะชนิดนี้ยังคงเป็นเงาแม้จะผ่านแดดแรงลมฝนมากอย่างมากมาย แม้ว่าจะต้องลงทุนสูงกว่า แต่ถ้าหวังผลการใช้งานในระยะเวลายาวนานแล้ว การลงทุนนี้ก็จะคุ้มค่ากว่าการใช้ของที่ผุกร่อนในเวลาไม่นาน

ข้อดีของสแตนเลสนั้นมีมากมาย ไม่เช่นนั้นโลหะชนิดนี้ก็คงไม่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายกว้างขวาง สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดก็คือความสวยงาม สแตนเลสนั้นมีความเป็นเงาต้องตาผู้ที่พบเห็น นอกจากนั้นยังสามารถนำไปขัดให้เป็นฝ้าทึบหรือแกะลายซึ่งจะคงอยู่ยาวนาน เหมาะสมสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์ในที่แจ้งซึ่งต้องเผชิญกับลมฝน อย่างเช่นรั้วบ้าน โต๊ะ เก้าอี้ในสวนหน้าบ้าน เสาไฟหน้าบ้านเองถ้าทำจากสแตนเลสแล้วก็จะทำให้บ้านเราดูมีคลาสขึ้นมาในทันที

นอกจากความสวยงามแล้วคุณสมบัติทางเทคนิคของสแตนเลสเองก็เหมาะสมสำหรับงานหลายอย่าง ตัวสแตนเลสมีความตนทานต่อการเสียดสี ทนต่ออุณหภูมิสูงต่ำ และยังทนต่อแรงกระแทก การขึ้นรูปและดัดแปลงก็ยืดหยุ่นกระทำได้หลากลายไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษเฉพาะอย่างซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ความทนไฟของสแตนเลสก็โดดเด่นด้วยที่สามารถทนความร้อนได้ถึง 800 องศาเซลเซียสโดยที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซพิษใด ๆ 

ด้วยอัตราส่วนโครเมียมมากกว่า 10.5 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป ผิวของสแตนเลสจะได้รับการปกป้องจากชั้นของโครเมียมออกไซด์ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นระหว่างโครเมียมกับออกซิเจนในอากาศหรือในน้ำ เป็นตัวเคลือบอัตโนมัติที่ช่วยให้แสตนเลสมีความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อน แม้ชั้นโครเมียมออกไซด์นี้จะถูกขัดกร่อนออกไปก็สามารถฟื้นคืนกลับขึ้นใหม่จากการทำปฏิกิริยาระหว่างโครเมียมกับออกซิเจนนี้

ความโดดเด่นของสแตนเลสจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร เนื่องจากตัวสแตนเลสนั้นทนทานต่อการกัดกร่อน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไปสามารถใช้กับสแตนเลสได้โดยไม่เกิดการกัดกร่อน ความเงางามและความยืดหยุ่นต่อการขึ้นรูปแกะลายก็ทำให้สแตนเลสเป็นวัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับการผลิตภาชนะและอุปกรณ์รับประทานอาหารอย่างเช่นช้อนส้อม จาน ชาม

ในครัวของโรงอาหารและร้านค้าต่าง ๆ นั้นล้วนแล้วแต่ใช้แสตนเลสเป็นภาชนะ กระบะสำหรับใส่อาหารที่ต้องปรุงเป็นจำนวนมากก็เป็นสแตนเลส มีดแสตนเลสเองก็ใช้งานมากในครัวเนื่องจากความสะดวกในการดูแลรักษา แม้แต่พื้นผิวที่ต้องใช้ในการประกอบอาหารอย่างเช่นโต๊ะเองถ้าหากใช้สแตนเลสแล้วก็จะช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายและไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือคุณสมบัติในการรีไซเคิลของสแตนเลส สแตนเลสนี้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แม้จะอยู่ใส่สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติก็ไม่ก่อให้เกิดอันตราย นอกจากจะคุ้มค่าต่อการใช้งานแล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ไปด้านบน